อย่าโง่กันนักเลย

ญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลาย ณ บัดนี้ถึงเวลาของการฟังปาฐกถาธรรมะ อันเป็นหลัก คำสอนในทางพระพุทธศาสนาแล้ว ขอให้ทุกท่านอยู่ในอาการสงบ ตั้งอกตั้งใจฟังด้วยดี เพื่อให้ได้ประโยชน์ อันเกิดขึ้นจากการฟัง ตามสมควรแก่เวลา

พวกเราชาวไทยเรียกตนเองว่าพุทธบริษัท พุทธบริษัท ก็คือผู้นั่งแวดล้อมพระพุทธเจ้า นั่งแวดล้อมพระพุทธเจ้าเพื่อฟังธรรม เพื่อศึกษาข้อปฏิบัติ ที่จะได้นำไปใช้ในชีวิตประจำวันต่อไป เรียกว่าเป็นพุทธบริษัท พุทธบริษัทนั้นประกอบด้วย ภิกษุ ภิกษุณีคือพระผู้หญิง อุบาสก อุบาสิกา แต่ว่าในปัจจุบันนี้ภิกษุณีไม่มีแล้ว ตั้งแต่พระพุทธเจ้าปรินิพพานได้ราว ๒๐๐ ปี ภิกษุณีก็สูญพันธุ์ไป ยังอยู่แต่ภิกษุ อุบาสก อุบาสิกา ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นพุทธบริษัทที่ยังเหลืออยู่ในยุคปัจจุบันนี้ เราทั้งหลายที่เป็นพุทธบริษัท มีหน้าที่ที่จะต้องรักษา ทำความเข้าใจในหลักธรรม คำสอนของพระพุทธเจ้า มีหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติให้ถูก ให้ตรงตามหลักธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้

เราจะต้องมีความจงรักภักดีต่อพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้า ไม่เอาใจออกห่างไปจากพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ การกระทำอันใดที่เป็นการแสดงออกซึ่งน้ำใจว่าเราขาดความไว้วางใจในพระ พุทธเจ้า ในพระธรรม พระสงฆ์ การกระทำเช่นนั้น ชื่อว่าเป็นโทษ เป็นบาป เป็นการกระทำที่เรียกว่านอกรีดนอกรอยไปจากหลักธรรมคำสอนในทางพระพุทธศาสนา

เราผู้เป็นพุทธบริษัท จะต้องมีการกวดขันควบคุมพรรคพวกเราด้วยกันเอง ไม่ให้เขวออกไปนอกลู่นอกทาง ไม่ให้ปฏิบัติ กาย วาจา ใจ เป็นไปในทางที่ไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้า เพราะถ้าหากว่าเราเขวออกไปนอกลู่นอกทาง ปฏิบัติไม่คงเส้นคงวา ตามหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว พระศาสนาก็จะเสื่อม คือเสี่อมไปจากจากจิตใจของพวกเราทั้งหลาย แล้วก็จะเสื่อมหายไปจากโลก แต่มีสิ่งอื่นเข้ามาแทนพระพุทธศาสนาไป การกระทำเช่นนั้น ได้เชื่อว่าเป็นการทำลายธรรมะของพระพุทธศาสนาให้เหลืออยู่แต่เพียงชื่อ ให้เหลือเพียงแต่วัตถุของศาสนา ตัวศาสนาที่แท้จริงหายไป ถ้าตัวศาสนาที่แท้จริงหายไปแล้ว จะเรียกว่าเป็นเมืองพระพุทธศาสนาได้อย่างไร จะเรียกว่าเป็นพุทธบริษ้ท ผู้นั่งแวดล้อมพระพุทธเจ้าได้อย่างไร เพราะว่าเราไม่ได้เอาหลักธรรมคำสอน ของพระพุทธเจ้าไปใช้เป็นหลักปฏิบัติ ในชีวิตประจำวัน ชีวิตก็จะตกต่ำเรื่อยไป ไม่มีความก้าวหน้า อันนี้เป็นเรื่องสำคัญ ที่เราผู้เป็นพุทธบริษัทจะต้องกวดขันกันสักหน่อย

ในศาสนาอื่นนั้น เขามีการกวดขันกันมาก ที่จะไม่ให้บริษัทของเขาทำอะไรนอกลู่นอกทาง ซึ่งไม่ใช่เรื่องศาสนาที่เขาสอน ไม่ใช่เรื่องปรากฏอยู่ในพระคัมภีร์แล้ว เขาจะไม่ปฏิบัติเป็นอันขาด ให้เราสังเกตพวกอิสลามมิกชน หรือว่าพวกคริสเตียน ไม่ว่านิกายใด เขาจะไม่ทำอะไรนอกออกไป จากหลักการของคำสอนในทางพระศาสนา อันนี้เรียกว่าเขาเคร่งครัด เขาปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ตามหลักที่เขาได้รับมาจากคัมภีร์ของเขา แต่ว่าเราที่เป็นพุทธบริษัทนั้น ไม่เหมือนเขาทั้งหลาย เพราะผู้ที่เรียกตนเองว่าเป็นพุทธบริษัท มีการประพฤติปฏิบัติอะไรหลายอย่างนอกลู่นอกทาง ห่างไปจากแนวคำสอนในทางพระศาสนา แต่ว่าไม่มีใครพูดทักท้วง ไม่มีใครเห็นว่าเป็นเรื่องเสียหาย และการปล่อยอย่างนั้นก็เรียกว่า สมรู้ร่วมคิดกันทำลายพระพุทธศาสนา ทำลายหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า ให้หายไปจากจิตใจคน ให้คนไปเกาะจับสิ่งอื่น ไม่ใช่เรื่องหลักคำสอนในทางพระศาสนา เราทำลายตัวเราเองโดยไม่รู้ตัว เหมือนกับไม้บางชนิดมันเปื่อยของมันเอง มีตัวมอดตัวอะไรกัดกร่อนของมันเอง แล้วไม้นั้นก็ผุยืนตายอยู่ เอาไปใช้ทำประโยชน์อะไรไม่ได้ ฉันใด

ในวงการพระศาสนาเรานี้ก็เหมือนกัน ถ้าหากว่าเราไม่ช่วยกันปรับปรุงแก้ไข สิ่งถูกต้องให้คงอยู่ ทำลายสิ่งผิดให้หายไป พุทธบริษัทก็เป็นแต่เพียงชื่อ ไม่ได้เป็นโดยน้ำใจ ไม่ได้เป็นโดยการปฏิบัติตามสัจจธรรม อันเป็นคำสอนในทางพระพุทธศาสนา พระศาสนาก็จะเสื่อมหายไป จะเหลืออยู่แต่เพียงโบสถ์ เหลืออยู่แต่พระพุทธรูป สำหรับคนไปไหว้ สั่นติ้ว ขอหวย ขอเบอร์ หรือไปขออะไรๆ ต่างๆ มันก็ไม่มีค่าอะไร ในทางดับทุกข์ ไม่มีค่าอะไรในทางที่จะขูดเกลากิเลเลส ให้หมดไปจากจิตใจของเราเป็นเด็กอมมือ นับถือศาสนาแบบเด็กอมมือไป อันนี้คือความเสื่อมมาโดยลำดับ ในวงการพระศาสนา

ความเสื่อมอย่างนี้เกิดขื้นเพราะอะไร ก็เพราะว่า เราเป็นคนใจกว้างมากเกินไป จนไม่รู้ว่าอะไรมันเป็นอะไร เราปล่อยกันเกินไป ไม่ประท้วงพุทธบริษัท ที่กระทำกิจนอกลู่นอกทาง ไม่เฉพาะแต่ญาติโยมชาวบ้าน แม้พระสงฆ์ในทางพระศาสนา ก็ไม่ได้กวดขันเคร่งครัด ให้ปฏิบัติถูกตรง ตามหลักธรรมคำสอนชองพระพุทธเจ้า

ในเมืองไทยเราเวลานี้ มีพระประเภทนอกรีดนอกรอย ตั้งตนเป็นครูบาอาจารย์ เป็นหลวงพ่อศักดิ์สิทธิ์ในรูปต่างๆ ซึ่งอยากจะพูดให้เข้าใจว่า นั่นมันไม่ถูกต้อง ไม่ใช่หลักคำสอนใน ทางพระพุทธศาสนา การทำตนเป็นคนขลัง เป็นคนศักดิ์สิทธิ์เป็นหลวงพ่อ เป็นเกจิอาจารย์ที่โด่งดังกันอยู่ทั้งหลายทั้งปวงนั้น เป็นพวกนอกรีดนอกรอย ไม่ได้เข้าแนวทางคำสอนของพระพุทธศาสนา ไม่ได้เอาหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าไปสอนคน ให้รู้ให้เข้าใจ ให้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ แต่ว่าเอาไสยศาสตร์บ้าง เอาเรื่องอะไรๆ ต่างๆ ไปสอนประชาชน ทำให้คนเกิดการหลงผิดในพระพุทธศาสนา

เมื่อวานนี้ไปพบอุบาสกคนหนื่ง ที่หน้าพระลาน จังหวัดสระบุรี แกก็เคยบวชเคยเรียนพระพุทธศาสนา แกเล่าให้ฟังว่า เมื่อแกบวชแล้วนี่ แกอยู่กับอาจารย์ที่บ้านนอก ที่อำเภอพัฒนานิคม แล้วอยากจะมาเรียนหนังสือกรุงเทพฯ เพื่อให้รู้จักพระพุทธศาสนา อาจารย์องค์นั้นก็บอกว่า เธอจะไปเรียนอะไรที่กรุงเทพฯ เรียนกับฉันนี่ก็ได้ แล้วก็จะได้ประโยชน์ จะเจริญงอกงามหลายๆ อย่าง สี่งเอามาให้เรียนนั้น เป็นเรื่องคาถาอาคม สำหรับท่องปลุกเสก เพื่อให้เกิดความขลัง เกิดความศักดิ์สิทธิ์ ยิงไม่เข้า แทงไม่เข้า แต่ถ้าเอาไม้แยงก้นแล้วก็ตายเหมือนกัน มันไปไม่รอด ให้ท่องคาถาประเภทอย่างนั้น อุบาสกคนนั้นเมื่อสมัยเป็นพระก็มองเห็นว่า นี่มันไม่ได้เรื่อง แกไม่เชื่อความเชื่อเหลวไหลอย่างนั้นไม่มึในสมอง ก็เลยบอกว่า นี่มันไม่ได้เรื่องอะไร มันไม่จริงหรอก คนที่ว่ายิงไม่เข้ามันก็ตายมาหลายรายแล้ว แทงไม่เข้าก็ไส้ไหลมาหลายรายแล้ว พวกที่ถูกยิงตายนี่มีวัตถุเครื่องรางเต็มคอมันก็ตาย ผมไม่เอาหรอก ผมจะไปเรียนหนังสือกรุงเทพฯ แล้วก็เลยมาอยู่วัดมหาธาตุ มาเรียนนักธรรม มาเรียนอภิธรรม เรียนภาวนาอะไรไปตามเรื่อง สมควรเวลาแล้วแกก็ลาสิกขาออกไป ได้พบกันเมี่อวานนี้

นี่แหละเรียกว่า อาจารย์หลงแล้วยังจะชวนลูกศิษย์ให้หลงต่อไป คืออาจารย์แกหลงเข้าดงของขลัง เข้าดงเครื่องรางเข้าดงการปลุกเสก ลงเลขลงยันต์ แล้วก็ถือว่านั่นเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งความจริงสิ่งนั้นไม่ใช่เรื่องของพระพุทธศาสนา แต่ว่าเมื่อทำขึ้นแล้วคนก็นิยมชมชอบเหมือนกัน มันเป็นทางไปสู่ลาภ ไม่ใช่ทางไปสู่ทางพ้นทุกข์

พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มีทางอยู่สองทาง คือทางหนึ่งไปสู่ลาภสักการะ ทางหนึ่งไปสู่ความดับกิเลส เราไม่สรรเสริญเส้นทางที่จะให้ไปสู่ลาภสักการะ เราไม่พอกพูนเส้นทางนั้น แต่เราสรรเสริญเส้นทางที่จะเป็นไปเพื่อความดับทุกข์ เพื่อความขุดเกลา เพื่อพระนิพพานมากกว่า" อันนี้เป็นเครื่องชี้ว่า พระพุทธเจ้าไม่ส่งเสริมสิ่งที่เรียกว่า ขลังๆ หรือว่าศักดิ์สิทธิ์มีฤทธิ์มีเดช

เราได้ยินคำว่าปาฏิหาริย์ ปาฏิหาริย์มันมีอยู่ ๓ เรื่องด้วยกัน ในคัมภีร์ได้เอ่ยชื่อไว้ เอ่ยไว้ก็เพื่อจะบอกให้พระรู้ว่า ปาฏิหาริย์นั้นมีอะไรบ้าง มีอิทธิปาฏิหาริย์อย่างหนึ่ง อิทธิปาฏิหาริย์ ก็คือการแสดงฤทธิ์เดชได้ต่างๆ เช่นว่าเหาะเหินเดินอากาศ ดำดินอะไรก็ตามเรื่องเถอะ เรียกว่าสำเร็จด้วยฤทธิ์ เรียกว่าอิทธิปาฏิหาริย์ อย่างหนึ่ง, อาเทสนาปาฏิ หมายความว่า ทายใจคนได้ ทายความคิดของคนได้ ใครมานั่งลงคิดอะไร บอกว่า คุณกำลังคิดเรื่องนั้น คิดเรื่องนี้ นี่ทายใจได้ อย่างนี้เรียกว่า อาเทสนาปาฏิหาริย์ ไม่ใช่ว่าวิเศษวิโสอะไร มันเป็นวิชากลางบ้าน ที่มีอยู่ในประเทศอินเดียสมัยนั้น พระพุทธเจ้าท่านห้ามไม่ให้กระทำ ห้ามไม่ให้แสดงอิทธิปาฏิหาริย์ ห้ามไม่ให้ใช้วิธีอาเทสนาปฏิหาริย์ คือการดักใจคน เพราะว่าการกระทำอย่างนั้น มันไปเหมือนกับวิชาเล่นกลหรือปาหี่ที่เขาเล่นกันอยู่ทั่วๆ ไป

นักบวชในพระพุทธศาสนาไม่ใช่นักบวชประเภทปาหี่ ประเภทแสดงกลให้คนดู อะไรต่างๆ เช่นเสกข้าวทิพย์บ้าง เสกอะไรให้เป็นปลา เสกเกสรบัวให้เป็นปลา เสกให้เป็นปลาช่อน เสกแล้วเอาไปขาย ได้เงิน อุบาสกคนนั้นก็เล่าให้ฟังเหมือนกัน เมื่อวานนี้ บอกว่าที่วัดหน้าพระลานนี่ เคยมีพระองค์หนึ่งมาปักกลดในศาลา คือว่าเพียงแต่ปักกลดนอน ก็คือกางมุ้งนอนนั่นเอง แต่คนก็หลงไหลแล้ว หลงว่าพระองค์นี้อยู่ในกลด ความจริงกลด มันก็คือมุ้งนั่นเอง ไม่ใช่ของวิเศษวิโสอะไร ไปไหนที่แบกกลดนั่นก็เพื่อจะเอาไปกางนอน กางมุ้ง กลดก็คือมุ้ง อยู่ในกลดแล้ว ยุงมันไม่กิน ไม่ใช่ว่าเพิ่มความวิเศษอะไร

ทีนี้ก็อยู่ในกลดแล้วก็มีปาฏิหาริย์ว่า เสกดอกบัวให้เป็นปลาได้ อุบาสกคนนี้เวลานั้นแกเป็นพระ สึกแล้วก็เลยเห็นว่าพระองค์นี้มาหลอกชาวบ้าน แกก็พยายามที่จะจับ ว่าจะทำอย่างไร คือให้คนไปซี้อปลาหมอบ้าง ปลาช่อนบ้าง ตัวเล็กๆ ทั้งนั้น ตัวใหญ่มันก็ลำบากหน่อย เล่นกลยาก ตัวมันใหญ่ลำบากเอามาใส่ไว้ในภาชนะ ซ่อนไว้ในกลดของตัวนั่นเอง แล้วเวลาจะเสกก็ต้องปิดกลดลงเสีย ให้นั่งห่างๆ นั่งใกล้กลมันก็แตกน่ะซิ แล้วก็เวลาเสกเอาดอกบัว เอาเกสรใส่ลงไปในบาตร แล้วก็นั่งเสกๆๆ ไป พอเสกไปนานๆ ก็ยกพระพุทธรูปมาองค์หนึ่ง พระพุทธรูปนี่ข้างล่างกลวง ก็เจาะรูไว้ เอาถุงปลาไปใส่ไว้ในรูนั้น แล้วเวลายกมาก็เปิดปากถุง เอาวางปากบาตร แล้วก็เสกคลำพระพุทธรูปเรื่อยๆ ไป ปลามันก็ได้น้ำ มันได้ไอน้ำ ก็รู้ว่าอ้ายนี่มีน้ำอยู่ในนี้ มันก็ออกจากถุงลงไปว่ายปร๋ออยู่ในน้ำ พอปลาลงไปว่ายสักพัก แล้วก็ยกบาตรมาวาง ในนั้นมีปลา กลีบบัวหายไป คือเก็บกลีบบัวไว้เสีย แล้วก็เอาปลาออกมา ญาติโยมก็ซื้อปลาตัวละพัน ถ้าเป็นปลาช่อนตัวละสามพัน ไม่ใช่เล็กน้อย ก็ได้เงินไปหลายเหมือนกัน

อุบาสกนั้นก็เข้าไปคัดค้าน คัดค้านมากเข้า เกือบไปเหมือนกัน อุบาสกที่คัดค้านนั้น คือเกือบถูกรุม ถูกรุมตีนรุมมือ เข้าให้กันเลยทีเดียว เพราะว่าคนโง่มันมากกว่าคนฉลาด เราไปคัดค้านคนโง่มันก็หาว่าไม่เชื่อ อ้ายนี่มันพวกนอกศาสนา คนในศาสนากลับหาว่าเป็นคนนอกศาสนา พวกนอกศาสนากลับยกตนเองว่าเป็นคนในศาสนา นี่คือความหลงผิดที่เกิดขึ้นเพราะการกระทำอย่างนั้น แล้วก็อยู่ไม่นาน อยู่ไม่นานหรอกของอย่างนี้ คืออยู่ไม่นานต้องไปที่อื่น แล้วก็ล้มหายไป ไม่ได้ทำต่อไป

ของหลอกนี่มันไม่ถาวร ของจริงเท่านั้นจึงจะถาวร สัจจธรรมของพระพุทธเจ้าอายุถึง ๒๕๐๐ ปีกว่าแล้ว ยังอยู่แต่ของหลอกๆ ทั้งหลาย เดี๋ยวเกิดหลอกที่นั่น เกิดหลอกทีนี่ ไม่กี่เดือนก็หายไป เพราะเป็นของชั่วคราว หลอกกินกันชั่วครั้งชั่วคราว ไม่ว่าศักดิ์สิทธิ์อะไร น้ำศักดิ์สิทธิ์ ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ แม่ย่านางเรือศักดิ์สิทธิ์ ต้นกล้วยศักดิ์สิทธิ์ อะไรศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายมันดังอยู่ไม่กี่วันหรอก แล้วก็ซาๆ ไป หายไป ที่เจ็บใจก็คือว่า อ้ายศักดิ์สิทธิ์นี่มันอยู่ในวัดเสียด้วย สมภารก็นั่งยิ้มแฉ่งอยู่ ในเรื่องศักดิ์ลิทธิ์ ได้ลาภสักการะ นั่นเรียกว่าเดินตามเส้นทางที่พระพุทธเจ้าไม่โปรด เดินในเส้นทางที่พระพุทธเจ้าไม่โปรดให้เดิน คือไปเดินในรูปหาลาภจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ นานา ทำคนให้หลง ทำคนให้งมงาย ทำคนให้ไม่ให้เข้าถึงศีลธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า แต่ว่าไปเชี่อคำศักดิ์สิทธิ์มีฤทธิ์มีเดชทั้งหลายเหล่านั้น อันนี้น่าเสียดาย ที่ไปอยู่ในวัดวาอารามต่างๆ แต่ว่าพระท่านก็ไม่พูด เพราะว่าปัจจัยมันมาปิดหูปิดตา อุดปากแน่นพูดไม่ออก อมเงินแล้วมันพูดไม่ออก เสียงมันอ้อแอ้ อ้อแอ้ พูดไม่ออกไปตามๆ กัน เห็นแก่ลาภสักการะ

พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย ลาภสักการะนี่ มันฆ่าคนได้เหมือนกัน "สักกาโร ปุริสัง หันติ" แปลว่า ลาภสักการะฆ่าคน ไม่ได้ฆ่าคนให้ตายทางร่างกาย แต่ฆ่าคนให้ตายทางจิต ทางวิญญาณ คือจิตเขาตายด้าน ไม่เจริญงอกงามในธรรมวินัย ไม่ก้าวหน้าในการคึกษา ในการปฏิบัติตามหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า แต่ไปติดอยู่ในวัตถุเหล่านั้น ในความขลัง ความศักดิ์สิทธิ์เหล่านั้น อันนี้เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง แต่ก็มีคนนิยมกันอยู่ แล้วก็พระเราทำด้วย คนก็นึกว่าเป็นเรื่องทางพระพุทธศาสนา เลยเข้าใจเขวไป

ความไขว้เขวในสิ่งเหล่านี้ เกิดขึ้นก็เพราะว่านักบวช ไม่สอนโยมให้เข้าใจความจริง ที่ไม่สอนให้เข้าใจความจริงก็เพราะว่าตัวไม่ศึกษาจริง ไม่เรียนจริง ไม่คิดค้นจริง ในทางหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา รู้งูๆ ปลาๆ ไม่ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ด้วยการค้นคว้าศึกษาธรรมะ แล้วก็ไม่รู้จะเอาอะไรไปสอนญาติโยม เวลาญาติโยมทำอะไรไม่ถูกต้องก็ไม่กล้าพูด เพราะไม่มีหลักในใจ ไม่มีความเชื่อมั่นในสิ่งถูกต้อง จะพูดไปเดี๋ยวเขาก็จะไม่เชื่อบ้าง เขาจะขัดคอบ้าง ก็เลยปล่อยกันไป ปล่อยกันไปจนกระทั่งว่าเป็นผู้ใหญ่

เช่นพระองค์นั้นมาเติบโตขึ้นเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ ก็เลยทำตามไปในรูปอย่างนั้น ทำตามๆ กันมาโดยไม่ได้นึกว่าอันนี้ไม่เหมาะไม่ควร ไม่กล้าที่จะตัดสิ่งที่ไม่ถูกต้องออกไปจากวงการของพระศาสนา ไม่กล้าที่จะพูดอะไร ที่เป็นความจริงให้ญาติโยมทั้งหลายทราบ เพราะตัวนั้นชอบสิ่งเหล่านั้น คือชอบสักการะที่ได้จากสิ่งเหล่านั้น ตัดไปเสียแล้วก็จะขาดรายได้ไป ก็เป็นพวกติดอยู่ในลาภสักการะ ลาภสักการะก็ทำลายจิตวิญญาณของท่านผู้นั้น ไม่ให้เจริญงอกงามในทางดับทุกข์ดับร้อน ตามหลักคำสอนในทางพระพุทธศาสนา

นี่เป็นเรื่องเสียหาย ไม่ใช่เสียหายเพียงเล็กน้อย เพราะว่าเป็นมิจฉาทิฐฏิ ทำคนให้หลง ให้เข้าใจผิดไปด้วยประการต่างๆ เช่นเรื่องที่ไม่เหมาะไม่ควร เป็นเรื่องที่เราควรจะพูดจา ทำความเข้าใจกับญาติโยม ให้รู้ชัด เข้าใจชัด ในเรื่องอย่านี้ไว้ ให้เขาได้รู้ว่าอะไรเป็นพระพุทธศาสนา อะไรไม่ใช่หลักคำสอนในทางพระพุทธศาสนา

ถ้าเราเห็นคนโง่ แล้วเราให้ความโง่เพิ่มแก่เขา เราไม่ได้ช่วยอะไรเขา ถ้าเราเห็นคนจน เราทำให้เขาจนหนักลงไป ก็ไม่ได้ช่วยคนจนนั้นให้อยู่ดีกินดีขึ้น ถ้าเราเห็นคนงมงาย แล้วเราช่วยให้มันงมงายหนักลงไป อะไรมันจะดีขึ้นในวงคนเหล่านนั้น อะไรจะเจริญงอกงามในคนเหล่านั้น ผู้กระทำก็ไม่ใด้ชื่อว่าปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า แม้จะเป็นนักบวช นุ่งเหลืองห่มเหลือง โกนผมโกนคิ้ว แต่หาได้ปฏิบัติตามแนวคำสอนของพระพุทธเจ้าไม่ ได้ร่วมมือร่วมใจกัน ทำลายหลักคำสอนในทางพุทธศาสนา ที่เป็นของแท้ของจริง ให้จมหายไป แต่ให้สิ่งซึ่งไม่ใช่สัจจธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าเจริญงอกงาม นั่นคือการทำลายนั่นเอง

ทำไมพระพุทธศาสนาจึงเสื่อมสูญไปจากประเทศอินเดีย ก็่ไม่ใซ่ว่ามีคนอื่นมารังแกอะไร หามิได้ มาในตอนปลายเรียกว่าอิสลามรังแกบ้าง แต่ส่วนสำคัญที่สุดนั้น ก็คือว่า พระเราไม่ยืนหยัดอยู่ในหลักการของ

พระพุทธศาสนา พูดตามภาษาปัจจุบันว่า ใม่มีจุดยืนที่แน่นอน
จุดยืนแน่นอนไม่มี แต่ว่ากวัดแกว่งไปตามอารมณ์คน อารมณ์โลก

ต้องการจะเอาพวกมาก ต้องการเอาบริษัท ต้องการลาภสักการะจากคนเหล่านั้นๆ เลยโน้มเอียงไปตามความต้องการของคน คนต้องการอะไร ก็ทำสิ่งนั้นให้ ทำหนักเข้าๆ ชาวบ้านก็มองเห็นว่า พระสงฆ์ในพระพุทธศาสนานี่เหมือนกับนักบวชพราหมณ์ คือเหมือนกับนักบวชพราหมณ์ทั้งหลายที่มีอยู่ก่อนยุคพระพุทธเจ้า พราหมณ์ทำไสยศาสตร์ ทำน้ำมนต์ สวดวิงวอน บนบานศาลกล่าว เซ่นเจ้า เซ่นผี ไหว้เทวดา พระสงฆ์ก็ทำอย่างนั้น เมื่อทำเหมือนกับพราหมณ์แล้ว ก็มีพราหมณ์มาก่อนพระพุทธเจ้า ก่อนพระสงฆ์ แล้วทำไมเราจะต้องมานับถือพระสงฆ์อีก นับถือพราหมณ์แบบเดิมดีกว่า เพราะเหมือนกันแล้ว เลยหมดเท่านั้นเอง คือหมดไปจากอินเดีย ก็เพราะว่าพระเราลดตัวลงไปทำทุกอย่างที่พราหมณ์กระทำ จนชาวบ้านเห็นว่าพระกับพราหมณ์เหมือนกันเสียแล้ว แล้วก็เลยไม่นับถือพระ ไม่สนใจพระต่อไป พระก็เลยหายไปจากประเทศอินเดีย ไม่มีพระเหลืออยู่ เวลานี้พึ่งแตกหน่อใหม่ขึ้นมาบ้างไม่กี่หน่อ เพราะว่าเอาพันธุ์ไปจากลังกาบ้าง ไปจากประเทศไทยบ้าง ได้ไปปลูกไปเพาะ ให้เกิดเชื้อขึ้นในประเทศอินเดีย นี่คือการสูญพันธุ์

ในบ้านเมืองของเราเวลานี้ เรียกว่ามีพันธุ์นักบวชอยู่ แต่ว่าพันธุ์ปลอมก็มี พันธุ์แท้ก็มี มันก็จะทำให้เสื่อมต่อไปเหมือนกัน ถ้าเราอยู่กันในรูปส่งเสริมความเชื่องมงาย ความเชื่อที่ไม่ถูกต้องตามหลักพระพุทธศาสนา ต่อไปคนก็จะเสื่อมศรัทธามากขึ้น โดยเฉพาะคนใหม่ๆ ในยุคปัจจุบันที่มีความเจริญก้าวหน้าในวิชาการ ไม่มีความเชื่ออย่างนั้น เขาก็มองเห็นว่า นักบวชในพระพุทธศาสนานี่ไม่ได้เรื่องอะไร เพราะไปทำสิงที่นอกเรี่องนอกราวของพระพุทธศาสนา คนเหล่านั้นก็จะไม่เข้าวัด ไม่ฟังธรรม ไม่ศึกษาพระศาสนา จิตใจก็จะห่างจากหลักธรรมะ สังคมก็อยู่ในความมืดบอด เหตุที่จะทำให้เกิดความมืดบอดก็เพราะว่า เราเอาน้ำมันปลอมมาใส่ตะเกียง ควันมันก็โขมงขึ้นมา ปิดบังดวงตาคนไม่ให้รู้แจ้งเห็นจริงในสิ่งที่ถูกต้อง ตามหลักคำสอนของพระพุทธศาสนา อันนี้คือความผิด เป็นสิ่งที่เราควรจะช่วยกันปรับปรุง แก้ไข ไม่ให้เกิดขึ้นในวงการของพุทธบริษัทต่อไป นี่เรื่องหนึ่ง

อีกเรื่องหนึ่งที่เราเห็นว่า มีคนหลงใหลใฝ่ฝันกันอยู่ เช่นเรื่องการทรงเจ้าเข้าผีอะไรต่างๆ เชิญวิญญาณเข้าทรงอย่างนั้น อย่างนี้ ไม่มีอะไรเป็นเครื่องพิสูจน์ ว่าวิญญาณของผู้นั้นผู้นี้มาเข้าทรงจริงหรือไม่ การทรงเจ้าเข้าผีนั้น อยากจะบอกให้ญาติโยมรู้ไว้ แล้วก็บอกต่อๆ กันไปว่า ไม่ใช่วิธีการของพระพุทธศาสนา ไม่ใช่หลักคำสอนของพระพุทธเจ้า เพราะไม่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์ บทใดในพระไตรปิฎกของพระพุทธศาสนา ว่าให้ภิกษุไปทรงเจ้าเข้าผี ไปเชิญวิญญาณเข้ามาสิงสู่ แล้วก็สนทนาอะไรๆ กับคนที่ต้องการจะรู้จะเข้าใจ

พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้เรากระทำอย่างนั้น ไม่มีหลักการอย่างนั้นในวงการพระศาสนา เรื่องทรงเจ้าเข้าผีทั้งหลายทั้งปวงนั้น ความจริงก็เป็นเรื่องการสกดจิตของบุคคลผู้นั้นเอง เพียงให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วก็เป็นไปตามที่เขาต้องการ เขาสร้างขึ้น สร้างอำนาจจิตขึ้น แล้วก็พูดไปตามอำนาจของความรู้สึกที่เกิดขึ้นในใจในขณะนั้น คนฟังก็ไปเชื่อ เพราะว่าคนที่ไปนั้นเชื่อไปตั้งแต่บ้านแล้ว ไม่ได้ใส่แว่นไปด้วย ไม่ได้เอาปัญญาไปด้วย สุดแล้วแต่เขาทำอะไรก็เชื่อมันทั้งหมด เจ้าว่าอย่างนั้น เจ้าพ่อว่าอย่างนั้น เจ้าพ่อว่าอย่างนี้ ก็หลงเชื่อไป กลายเป็นเหยื่อของคนทรงเจ้าเข้าผี หรือของคณะที่ทรงเจ้าเข้าผี ที่จะเรียกร้องเอาอะไรจากคนนั้นได้โดยไม่ลำบากใจ เพราะคนเราถ้าเชื่อแล้วมันทำได้ทั้งนั้น ดูข่าวเมื่อปีก่อนโน้น คนอเมริกันที่ไปฆ่าตัวตายที่ประเทศกาน่า จำนวนเท่าไร เป็นร้อยๆ ฆ่าตัวตายตามคำสังของผู้ที่เป็นผู้นำในศาสนา ให้ฆ่าตัวตาย เพื่อชีวิตที่ดีกว่าต่อไป คนเหล่านั้นมันเชื่อด้วยความงมงาย ไม่ได้คิดมาก มีแต่ความเชื่อ หลับหู หลับตาเชื่อ สุดแล้วแต่เขาจะจูงไปในทางไหน ผลที่สุดเขาให้ฆ่าตัวตายมันก็ยอมฆ่าตัวตาย อันนี้คือความเชื่อที่ไม่ถูกต้อง ไม่ตรงกับหลักการในทางพระพุทธศาสนา

พระพุทธเจ้าของเราสอนความเชื่อเหมือนกัน แต่พระองค์บอกว่า ต้องเชื่อด้วยปัญญา ไม่ได้เชื่อด้วยความงมงาย ไม่ได้เชื่อง่าย เชื่อดาย ตามที่เขาแสดง เขาทำให้เราดู แต่เราจะต้องเอาไปคิดไตร่ตรองอย่างรอบคอบ ว่าสิ่งนั้นมันจะเกิดขึ้นมาได้อย่างไร แล้วจึงจะปลงใจเชี่อลงไป แต่ว่าในเบื้องต้นนั้น เราควรจะมีความเชื่อเป็นหลักประจำจิตใจว่า สิ่งใดที่ไม่มีอยู่ในคำสอนของพระพุทธเจ้า สิ่งนั้นไม่ใช่พระพุทธศาสนา ให้ถือหลักอันนี้ไว้ก่อน ว่าสิ่งใดที่ไม่มีอยู่ในคำสอนของพระพุทธเจ้า สิ่งนั้นไม่ใช่พุทธศาสนา สิ่งใดที่ไม่ใช่พุทธศาสนา เราผู้เป็นพุทธบริษัท จะไม่เข้าไปเกี่ยวข้อง จะไม่เข้าไปยุ่ง จะไม่ไปสนใจ ไม่ไปหา ไม่ไปทำอะไรกับคนเหล่านั้น เราไม่ยอมไป เราไม่ยอมโง่กับคนพวกนั้น

อันนี้จะช่วยป้องกันไม่ให้เรา ตกเป็นเหยื่อของนักต้มมนุษย์ทั้งหลาย ที่อาศัยผี อาศัยเจ้า หรืออาศัยวิญญาณของใครๆ มาทรง แล้วก็ว่ากันไปตามเรื่องตามราว เราจะไม่ตกเป็นเหยื่อของคนเหล่านั้น เพราะเราไม่ยอมหลับหูหลับตาเชื่อ เราเชื่อมัน ในพระพุทธเจ้า เชื่อมั่นในหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ใครเขาทำอะไรกันที่ไหน เราไม่ไป เพราะไปมันไม่ได้อะไร ไม่ใช่ทางพ้นทุกข์ ไม่ใช่ทางจะดับกิเลส ไม่ใช่ทางที่จะให้ถึงจุดหมายปลายทาง คือนิพพาน เราก็ไม่ไป ไม่ต้องเสียเวลา ไม่ต้องเสียเงินทอง ในการที่จะไปเอาสิ่งเหล่านั้น ไปหาสิ่งเหล่านั้น ไปถึงพวกนั้นก็ว่า คนโง่มาอีกหมู่หนึ่งแล้ว เขาก็ยิ้มเยาะ ยิ้มเยาะเราที่ไปหา มาให้กูต้มอีกแล้ว แล้วมันก็ต้มตามชอบใจ ขูดตามชอบใจ มันเสียศักดิ์ศรีของความเป็นพุทธบริษัท เสียศักดิ์ศรีของปัญญาชน ที่ไปให้พวกทรงเจ้าเข้าผีต้มยำได้ตามชอบใจ เป็นเรื่องที่ไม่สมควร

ยิ่งเป็นพระสงฆ์องค์เจ้าแล้วละก็ ยิ่งไม่สมควรเป็่นการใหญ่ เขาจะนิมนต์ไปทำพิธีอะไรที่มันไม่ใช่เรื่องของพระพุทธศาสนา เราก็ไม่ควรกระทำ ไม่ควรไปร่วมมือกระทำกับคนเหล่านั้น เราควรกล้าที่จะพูดกับใครๆ เสียบ้างว่า สิ่งนั้นมันไม่ใช่เรื่องพระพุทธศาสนา ไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้า ฉันเป็นลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้า จะให้ไปทำอะไรที่ไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้า ฉันกระดาก ฉันอายในความเป็นพุทธบริษัทของฉัน เราก็ไม่ต้องไป แม้จะได้ลาภสักการะ ได้จากการ ไปทำพิธีอย่างนั้น มันไม่พอกืนอะไร เราไม่ทำก็ยังไม่ตาย เรายังมีข้าวฉัน มีกุฏิอยู่ มียาแก้โรค มีปัจจัยสี่ใช้ ทำไมจะต้องไปนั่งรับจ้างทำสิ่งโง่ๆ กับคนโง่ๆ ทั้งหลายเหล่านั้น อันนี้มันน่าคิด

ความจริงควรจะคิดอย่างนั้น ถ้าเราคิดอย่างนั้น พระศาสนาของเราจะสดใสขึ้น จะก้าวหน้าขึ้น เพราะเราไม่ยอมทำอะไรแบบโง่ๆ ให้คนทั้งหลายที่มาขอให้เรากระทำ เราไม่ทำสี่งเหล่านั้น เพราะเราถือว่า ไม่ใช่แนวปฏิบัติตามหลักพระธรรมคำสอนในทางพระศาสนา ก็ไม่มีเรื่องอะไรที่จะเสียหาย เหมือนกับสำนักที่ล่มไปนั้น มีพระไปอยู่หลายรูป พระเหล่านั้นขาดการศึกษา ไม่มีปัญญา ไม่มีความรู้ในเรื่องอะไร ไปตามความโง่เท่านั้นเอง ไปอยู่ก็มีอาหารกินสบาย มีอะไรสะดวก ก็เลยอยู่มันต่อไป อยู่ให้มันโง่ต่อไป จนกระทั่งสำนักล้มไปแล้ว ก็ใด้ออกไปหาที่อืนอยู่ต่อไป อย่างนี้มันก็มี

วันหนึ่ง หลายปีมาแล้ว อาตมาไปเทศน์ที่เพชรบูรณ์ แล้วไปที่หล่มเก่า ไปพักอยู่ที่วัดศรีสะเกษ ชื่อวัดศรีสะเกษหมือนกันวัดนั้น นอนในโบสถ์ เขาให้นอนในโบสถ์ พอตอนเย็นสัก ๕ โมง มีขบวนแห่มา ขบวนใหญ่มาก คนมาก แต่งตัวแปลกๆ คนแก่ผู้หญิงก็มี ผู้ชายก็มี ใส่เสื้อใส่แสง เครื่องแต่งตัว มองดูแล้วมันไม่เต็มบาททั้งนั้น คือมันเที่ยวแต้มสีนั้น สีนี้ ตัดนั่น ตัดนี่ ให้วุ่นวายมองดูแล้วถามว่า มาจากไหนกัน ดูมันแปลกๆ แล้ว คนหมู่นั้นก็มีพระไปด้วย ๓-๔ รูป ก็เลยสนทนากับเขา ถามว่านี่มาจากไหนกัน คือในหมู่นั้นมีผู้ชายอยู่คนหนึ่ง รูปร่างใหญ่โตมากใหญ่โต สูงหน่อย แขวนลูกกระพรวน ลูกกระพรวนที่เขาแขวนหมา แกเอามาแขวนไว้ที่คอแก แล้วไม่ใช่แขวนลูกเดียว แขวนหลายลูก เป็นพวงๆ เลย ถามว่า คนแขวนลูกกระพรวนนั่นเป็นอะไร นั่นแหละหัวหน้า

โธ่เอ๋ย นี่หัวหน้ามันเป็นอย่างนั้น แล้วลูกน้องที่ตามมาจะขนาดไหน อาตมาก็นึกในใจว่า หัวหน้ามันก็โง่ ลูกน้องมันก็แย่น่ะซิ แขวนลูกกระพรวนนี่ เวลาเดินดังกริ๊งกรั้งๆ เรานึกว่าม้าวิ่งมาแล้ว แต่มันกลายเป็นม้าสองขาไป เลยถามว่านี่อะไรนี่ พวกไหนกันนี่ เขาบอกว่านี่หลวงพ่อเขียด หลวงพ่อเขียดว่าอย่างนั้น เอ๊ะชื่อเกียรติ ไม่ใช่เกียรติหลวงพ่อเขียด ถามว่าทำไมชื่ออย่างนั้น ชื่อหลวงพ่อเขียด เขาบอกว่าเขียด มันตัวเล็กกว่ากบว่าอย่างนั้น

ที่ลพบุรี ที่อำเภอบ้านหมี่ มีหลวงพ่ออยู่องค์หนึ่ง เขาเรียกว่าหลวงพ่อกบ หลวงพ่อกบนี่ท่านอยู่ถ้ำสาริกา ที่ภูเขาบ้านหมี่นั่นแหละ ทางตะวันตกของสถานีบ้านหมี่ เขาเรียกว่าเขาสาริกา หลวงพ่อกบที่นั่นเก่ง นี่ไม่ใช่หลวงพ่อกบ นี่หลวงพ่อเขียด คือมันเล็กกว่ากบหน่อยหนึ่ง แล้วก็จะพากันไปไหนล่ะนี่ บอกว่าไปเที่ยวนมัสการสถานที่ต่างๆ ก็เลยมานมัสการที่นี่ อาตมา ก็นึกว่าพวกนี่มันจะนมัสการกันที่ตรงไหน อาตมาพักในโบสถ์นี่ คนหนึ่งเป็นลูกน้อง หัวหน้าให้มา มาถึงบอกว่า ท่านครับ ถ้าพวกผมจะมาไหว้พระในโบสถ์นี้จะได้ไหม บอกว่าจะเป็นไรไป ไหว้พระไม่มีอะไรเสียหาย ก็มาไหว้ นั่งไหว้สวดมนต์ธรรมดานั่นเอง สวดอิติปิโส สวากขาโต สุปฏิปันโน อะไรอย่างนี้ เริ่มต้นก็เข้าทีหรอก สวดกันธรรมดา แต่มันประหลาดใจว่า ลูกน้องนี่นั่งหลับตาสวดทั้งนั้น ไม่มีลืมตาสวด ส่วนหัวหน้าที่แขวนลูกกระพรวนสำหรับแขวนสุนัขนี่ แทนที่จะสวด กลับนั่งขัดสมาธิสูบบุหรี่ฉุยอยู่คนเดียวในโบสถ์นั่น

พวกนั้นก็หลับตาสวด แต่หัวหน้าไม่สวด นั่งสูบบุหรี่ อาตมาออกมาอยู่นอกโบสถ์แล้ว ปล่อยให้เขาแสดงของเขาไปตามเรื่อง ก็ไปยืนมองทางหน้าต่าง ว่าลูกน้องนี่หลับตาสวด แต่หัวหน้า กำลังนั่งสูบบุหรี่ไม่เห็นสวดอะไรสักหน่อย ก็สวดกันจบ พอจบแล้วก็นั่งสงบใจนิดหน่อย พอนั่งสงบใจแล้วหัวหน้าก็เทศน์ให้ฟัง ไม่พูดภาษาไทย ไม่พูดภาษาที่มนุษย์ฟังได้ แต่พูดภาษาอะไรก็ไม่รู้ เอามาเขียนเป็นหนังสือก็ไม่ได้ เอามาเลียนแบบก็ไม่ได้ มันว่าอะรกโต๊กๆ อะไรก็ไม่รู้เรื่อง มันว่ากันไปอย่างนั้น ว่ายืดยาว ว่าล่องเชียวนะ ภาษาบ้าบอนี่ว่าไปได้ อาตมาฟังๆ สวดอะไร

พอเขาจบแล้วมีคนหนึ่งออกมาจากโบสถ์ อาตมาถามว่า หัวหน้าเทศน์ภาษาอะไร เขาบอกว่าภาษาวิญญาณ แล้วพวกเราฟังรู้เรื่องหรือ บอกว่าไม่รู้หรอก ฟังไม่รู้ ไม่รู้แล้วฟังทำไม หัวหน้าเขาให้ฟังก็ต้องฟัง นี่มันหลับหูหลับตาเชื่อแท้ๆ มันเชื่อแล้วก็่หลับหูหลับตาฟัง เป็นอย่างนั้น ฟังไปแล้ว พอเสร็จแล้วออกจากโปสถ์ ออกจากโบสถ์ก็ตีกลองอีก มีกลองยาว กลองสั้น ตีกันไปรำกันไป แห่กันไปรอบโบสถ์ ๒-๓ รอบ แล้วก็เดินรำกันไป ไปตรงโน้น ตรงนั้นมีศาลอยู่หน่อยหนึ่ง เรียกว่า เป็นศาลเก่า คนก็ยังไปไหว้อยู่ คล้ายกับศาลหลักเมืองอะไรอย่างนั้น ตีกลองไป ไหว้กันอยู่ที่นั้นแหละ ตีกลองสนั่นหวั่นไหว รำฟ้อนกันไป คนแก่ๆ ทั้งหมดลุกขึ้นรำป้อแป้ ป้อแป้ อาตมาก็ ไปยืนดู เสียดายไม่มีกล้องวีดีโอเทปสมัยนั้น ถ้ามีแล้วจะได้ถ่ายภาพ มันน่าดู เรียกว่าคนแก่รำกัน รำกันจนเหนื่อย

พอเหนื่อยแล้วคนหนึ่งอยากจะหยุดรำ พวกตีกลองไม่ ยอมหยุดตีกลอง ทะเลาะกันอีกแล้ว เอ้า แล้วกัน ตีกันแล้ว นี่ ตีกันแล้ว พวกนนั้นตีกัน ชกกันต่อยกัน วุ่นวายกันไปหมด จน สมภารต้องมาห้าม บอกว่า เอ้า ทำไมอีกล่ะ ตีกันหรือ ความมันไม่ตรงกัน ก็เลยตัดสินกันด้วยหมัดด้วยมวยหน่อย ว่าอย่างนั้น ตีกันใหญ่ เสร็จแ.ล้วรุ่งเช้าอาตมาก็ว่า เมี่อคืนนี้ทำไมรำนาน รำถวายเจ้า ว่าอย่างนั้น เอ้อ, ่ไปกันอย่างนั้นเสียแล้ว แล้วทำไมถึง ตีกันล่ะ มันไม่ตกลง ไอ้พวกหนึ่งจะหยุดรำ พวกตีกลองไม่ยอมหยุด มันจะตีเรื่อยไป ทีนีกลองขึ้นเราก็ทนไม่ได้ต้องลุกขึ้นรำ รำกันจนเหนื่อยหอบไปตามๆ กัน เพราะบางคนอายุ ๖๐ กว่าแล้ว รำมากๆ มันก็จะสลบไสล อาตมาดูๆ แล้วว่า เฮ้อ มันบ้ากันสิ้นดีอ้ายพวกนี้ เรียกว่ามันตามหลวงพ่อเขียด มันก็เลยเป็นเขียด ไปตามๆ กัน นี่เป็นตัวอย่างที่มองเห็น ที่ความเชี่องมงาย

คนที่เขาเป็นหัวหน้าคนในเรื่องอย่างนี้ เขามีจิตวิทยา พวกนี้เข้าใจวิธีการต้ม วิธีการหลอก มีกลเม็ด เรียกะมี Trick ถ้าพูดภาษาอ้งกฤษ เขาเรียกว่ามี Trick สำหรับที่จะล่อจะหลอก ให้คนเพลินไปกับอารมณ์ จูงใจ เขามีวิธีการจูงใจให้เพลิดเพลิน มัวเมาไปกับสิ่งเหล่านั้น แล้วเขาทำอะไรให้มันแปลกๆ ตามวิธีการของเขา ที่เคยฝึกเคยอบรมมาในเรี่องอย่างนั้น คนก็เลยเชื่อเพราะถูกจูงใจ แล้วคนเราถ้าถูกจูงใจแล้วมันเชื่อไป เดินไปตก เหวก็ตกเหวละ ตกบ่อก็ตกบ่อ มันไม่ถอยหรอก เชื่อ เขาจึงใช้วิธีการอย่างนั้น คนก็ไปหลง

อันนี้มันขัดกับหลักพระพุทธศาสนา คือพระพุทธศาสนา นั้นไม่มีวิธีการจูงใจให้คนหลง ให้คนงมงาย ให้คนเชื่ออะไรแบบงมงาย พระพุทธเจ้าจะจูงใครไปไหนท่านให้เดินลืมตา ให้มองเห็นอะไรชัดเจนแจ่มแจ้ง ไม่ให้เดินอย่างงงมงาย ไม่ให้เดิน ตกหลุมตกบ่อ แห่งความโง่ ความเขลา ความหลงผิดต่างๆ พระพุทธศาสนาไม่มีเรื่องความบริสุทธิ์ในพระพุทธศาสนานี้ คุยได้ว่า ร้อยเปอร์เซ่นต์ พระพุทธศาสนามีคำสอนที่บริสุทธิ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่มีอะไรเข้าเจือปนเลยแม้แต่น้อย แต่ที่เราเห็นปะปนกันอยู่บ้าง สานุศิษย์เยุคหลังเที่ยวเอามาปนเข้าไว้เป็นเนื้อไม้ผุๆ เอามาใส่ไว้ในเนื้อไม้ดีๆ พระพุทธเจ้าท่านก็รู้ ว่าต่อไปข้างหน้ามันจะเกิดอะไร พระองค์จึงได้กล่าวเปรียบเทียบว่า "มีกลองอยู่ใบหนึ่ง ทำด้วยไม้อย่างดี แต่ว่าต่อมาสิ่งทั้งหลายมันไม่เที่ยง มีความเปลี่ยนแปลง เนื้อไม้อย่างดีของกลองใบนั้น มันผุไปบางส่วน เมื่อผุไปก็เอาไม้อื่นมาใส่ ต่อมาผุอีกก็เอาไม้อื่นมาใส่ไว้ ใส่เข้าไปจนกระทั่งว่าเนื้อกล่องไม้เดิมไม่มีแล้ว มีแต่ไม้ผุๆ มาใส่ไว้ทั้งนั้น กลองใบนั้น ไม่ใช่กลองเดิมแล้ว แต่มีไม้อื่นมาปะจนไม่รู้ ว่ากลองเดิมคือไม้อะไร" อันนี้พระพุทธเจ้าบอกว่า เป็นฉันใด

ต่อไปข้างหน้าศาสนาของตถาคต จะมีพวกมิจฉาทิฏฐิทั้งหลาย เอาคำสอนที่ไม่ใช่สัจจธรรมเข้ามาปะปนไว้ในคำสอนของตถาคต ปะปนเข้าไปทีละน้อย ทีละน้อย จนกระทั่งว่า หมดเลย คำสอนไม่มี เนื้อแท้ไม่มี มีแต่สิ่งทีไม่ถูกต้อง เป็นไม้ผุๆ เข้ามาปะปนไว้ จนไม่รู้ว่าอะไรเป็นเนื้อแท้ นี่แหละมันสำคัญ พระพุทธเจ้าท่าน วาดภาพไว้แล้ว ว่าให้ระวังไว้ บอกว่าสิ่งนี้ไม่เกิดในปัจจุบัน แต่จะเกิดในอนาคตข้างหน้า ท่านพูดอย่างนั้น เพื่ออะไร เพื่อเตือนภิกษุทั้งหลาย อุบาสก อุบาสิกา ให้รู้ไว้ว่า กลองคือสัจจธรรมของพระพุทธเจ้านั้น จะถูกเอาไม้ไม่ดีเข้ามาปนจนจำไม่ได้ แล้วก็ไปยึดถือเอาสิ่งไม่ดีนั้น ว่าเป็นตัวพระพุทธศาสนา

อันนี้เป็นความจริง ที่ปรากฎอยู่ในยุคปัจจุบันนี้ ซึ่งเราเห็นว่ามีอะไรมากมายก่ายกอง ที่เข้ามาแทรกมาปน ในธรรมะของพระพุทธเจ้า จนคนไม่ถึงธรรมะ ไม่รู้จักเนื้อแท้ของพระพุทธศาลนา หลงไหลมัวเมากันไปด้วยรูปต่างๆ นี่เรื่องหนึ่ง ที่น่าคิด

อีกเรื่องหนึ่งที่ทำคนให้มัวเมาไม่เข้าเรื่อง ให้สังเกตญาติโยมที่มาจากไกลๆ นั่งรถผ่านทางถนนสายใหญ่ๆ เช่นโยมมาจากนครปฐม ถนนที่มีสามแยก สี่แยก หรือตลาด จะเห็นป้ายใหญ่โตมหึมา ป้ายแผ่นโตๆ งานอะไร งานวัด ผูกพัทธสีมา วัดนนั้น วัดนี้ ลงทุนเขียนไม่ใช่น้อยนะ ใช้สีใช้สรรอย่างดี แล้วไม่ใช่รายเดียว เป็นร้อยๆ รายที่เอาไปบอกไว้ในที่ต่างๆ ลงทุนไม่ใช่น้อย อาตมาดูป้ายแล้วสลดใจ ไม่ใช่สลดใจว่าป้ายใหญ่ หรือว่า เปลืองสี ใม่ใช่อย่างนั้น

แต่มันสลดใจว่า ชวนคนให้มาทำอะไร ในงานเหล่านั้น ไม่มีรายใดที่จะชวนคนให้มาลืมหูลืมตาเลย แต่ชวนคนให้มาโง่กันทั้งนั้น มาหลับหูมาหลับตากันทั้งนั้น มาทำอะไร เพราะในป้ายเหล่านั้นไม่มีเรื่องศาสนา แต่บอกว่าในงานนี้มีดนตรีลูกทุ่งวงสายัญสัญญา สุรพล อะไรต่ออะไร สังข์ทอง สีใส มีหนังจอยักษ์ แล้วก็มีลิเกอะไรต่ออะไร เรื่องสนุกทั้งนั้น แปลว่า ให้คนมาวัด เพื่อความสนุกสนานเฮฮา ไม่ได้มาศึกษาธรรมะ แล้วทางวัด ก็ไม่ได้ประกาศธรรมอะไร หาโฆษกอย่างดี ท่านทั้งหลายได้ปิดทองลูกนิมิตแล้วหรือยัง อะไรคืออะไร โฆษณาจะให้คนชื้อทองปิดหินเท่านั้นเอง แต่ว่าไม่ไม่โษณาว่าให้เชิญไปฟังธรรมที่นั่น ให้ไปนั่ง สวดมนต์ที่นี่แล้ว ญาติโยมที่ไปในงานลูกนิมิตนี่ก็ไปด้วยความ ขออภัยเถอะ ออกไปด้วยความโง่เหมือนกันอีกนั่นแหละ ไม่ใช่ไปด้วยความฉลาดอะไร ไปให้มันโง่หนักลงไปอีก คือเข้าใจว่า ถ้าได้ปิดทองหินลูกนิมิตแล้ว จะไม่ไปตกนรก มันจะกั้นนรกได้อย่างไร เพียงปิดทองลูกนิมิตเท่านั้น

นั่นเป็นอุบายของเขา ที่จะให้คนไปซื้อทอง เพื่อเอาเงินมาบำรุงวัด แล้วว่าเงินบำรุงวัดไม่ถึงร้อยเปอร์เซ็นต์ ต้องแบ่งให้คนขายทองบ้าง คนชายเข็มบ้าง คนขายเชือกบ้าง คนขายธูปขายเทียนบ้าง วัดได้กี่เปอร์เซ็นต์ ที่จะได้มาเข้าวัดก็ใม่เท่าใด เรียกว่าได้ไม่เท่าไร แล้วก็ยังไปแบ่งให้หนังละครอีก วงดนตรีลูกทุ่งทั้งหลาย ลูกกรุงทั้งหลาย เพลงอะไรทั้งหลาย มากมายก่ายกอง ๕ วัน ๕ คืน ๗ วัน ๗ คืน ทำให้เศรษฐกิจของชาติซบเซาไปสักเท่าใด เพราะคนไปเที่ยวกลางคืน แล้วรุ่งเช้าไม่ต้องตัดอ้อยแล้ว มันง่วง ตัดอ้อยไม่ได้ เดี๋ยวไปตัดมือของตัวเองเข้าให้เท่านั้นเอง พวกทำอะไรก็ไม่ได้ทำเท่านั้นเอง แล้วนี่เราไม่ได้คิดถึงความเสียหายทางเศรษฐกิจ ไม่ได้คิดถึงความเสื่อมโทรมทางจิตใจ เราคิดแต่ว่าจะสนุกกันเท่านั้นเอง

ทำไมจึงเป็นอย่างนั้น ไม่ใช่ลำพังแต่วัด แต่ชาวบ้านนั่นแหละเข้าไปหนุน คนเวลานี้นะโยมนะ วัดไหนจะมีงานแล้ว รับอาสา ผมจะไปหาดนตรี ผมจะช่วยเรื่องดนตรี ไม่ได้ช่วยให้วัดได้ แต่ช่วยให้วัดฉิบหาย กรรมการครึงหนึ่ง วัดครึ่งหนึ่ง จนร้องเป็นเพลงแล้วเวลา เอาไปร้องเป็นเพลงแล้ว มาช่วยผมจะหาดนตรีมาช่วย ผมจะเอามวยมาช่วย ชกมวย ในงานวัดนี่ชกมวย พอชกมวยเสร็จมาถึงบอกว่า แหม หลวงพ่อ ไม่ได้กำไรอะไรเลย ขาดทุน วัดไม่ได้สักสตางค์หนึ่ง เพราะมันบอกว่าขาดทุน แล้วจะเอาอะไร สมภารจะไปฟ้องร้องที่ไหนละ มีพันธะสัญญาอะไรกันบ้างล่ะ ว่ากี่เปอร์เซ็นต์ มันชกมวยเสร็จแล้วก็กลับบ้านน่ะซิ กลับบ้านไม่กลับเปล่า แต่ทิ้งเวทีไว้ให้พระรื้อด้วย พระก็ต้องไปรื้อเวทีมวย โกยขยะมูลฝอย เศษกระดาษถุงพลาสติก ถ้ามีงาน ๗ วัน ๗ คีน นื่ วัดเหม็นทั้งวัดเลย คนเที่ยวขี้รด เยี่ยวรดเต็มวัดเลย ไม่สามารถจะเดินได้แล้ว

อาตมานี่ถ้าเขานิมนต์ ถามว่าไปงานอะไร ไปงานฝังลูกนิมิต ไปเทศน์วันไหน วันสุดท้ายของงาน บอกว่าไม่เอาหรอก พิษมันมากในงานนั้น ฉันไม่ไป ไม่ไปแล้ว คือไม่ไปส่งเสริมงานที่บ้าๆ บอๆ อย่างนั้น ไม่ไหว มันยุ่ง

นี่เรียกว่าเราไม่ได้ส่งเสริมหลักศีลธรรม ไม่ได้ทำคน ให้ฉลาดได้ลืมหูลืมตากันเลย ทุกวัดทุกวาทำกันอย่างนั้น ส่งเสริมแต่สิ่งที่ว่าไม่ถูกต้อง มันเป็นอย่างนี้

วันนี้ตอนบ่าย เขานิมนต์ให้ไปเทศน์วัดมหาธาตุ พระนักศึกษาหนุ่มๆ เขาจัดงาน จะต้องไปพูดสักหน่อย ทำไมจะต้องมีภาพยนตร์ด้วย ทำงานในวัดมหาธาตุ ท่าพระจันทร์ ทำไมจะต้อง มีภาพยนตร์ด้วย มันไม่จำเป็นอะไรที่จะต้องมีภาพยนตร์ฉาย เพราะว่ารอบวัดมันก็มีอยู่แล้ว สนามหลวงเขาก็ฉายกันบ่อยๆ แล้วคนกรุงเทพฯ นี่ เราไม่ต้องเอาภาพยนตร์มาให้ดูแล้ว โยมดูกันจนตาเปียกตาแฉะ จนตาบอดไปตามๆ กันแล้ว แล้วทำไมจึงมี คือพระหนุ่มแกอยากดูเอง ไม่ใช่เรื่องอะไร ทีนี้เอามาแสดงในวัด แล้วทีนี้เอาสตางค์โยมมาใช้ให้ค่าภาพยนตร์อีก วันนี้เขาจะให้ไปเทศน์ ต้องเล่นงานพวกพระหนุ่มๆ เสียหน่อย คือไม่ได้เรื่องอะไร ทำอะไรจะขาดทุนไปเสียเรื่อย ขาดทุนเงินนี่ไม่สำคัญหรอกโยม ขาดทุนทางจิตทางวิญญานี่มันสำคัญนักหนา คือทำให้จิตฟุ้งซ่าน ทำให้จิตเสือม เพิ่มราคะ เพิ่มโทสะ เพิ่มโมหะ เพิ่มความชั่วขึ้นในจิตใจ อันนี้มันเสื่อม

อาตมาไม่ส่งเสริมสิ่งเหล่านั้น จิตใจไม่ชอบ คือไม่ชอบสิ่งเหล่านั้น มันติดมาตั้งแต่โยม ความจริงที่บ้านโยมนี่ พวกมโนราห์มาขอพักนอน มโนราห์โรงหนึ่งมันตั้ง ๒๐ คนที่มาพัก ก็หุงข้าวให้กิน พอหุงข้าวให้กินแล้ว ก็ไปบอกโยมว่า ผมจะรำให้ชาวบ้านดูหน่อย โยมบอกว่านอนดีกว่า เธอเหนื่อยๆ อย่ารำเลยนอนเถอะ โยมแกไม่ชอบให้มันรำ นอนเถิดพรุ่งนี้จะได้เดินทางแต่เช้า รุ่งเช้าขึ้นโยมผู้หญิงหุงข้าวหม้อใหญ่ๆ แกงหม้อใหญ่ๆ ให้กิน กินเสร็จแล้วไปเลย ไม่ต้องรำ คือไม่ชอบให้รำ

อาตมาอยู่ในบ้านอย่างนั้น ก็ไม่ค่อยชอบอะไร ดนตรี ลูกทุ่ง ลูกกรุงอะไร เขาว่าคนไม่ชอบดนตรีเป็นคนป่าแต่ก็ป่าในเมือง เราไม่ใช่ป่าอย่างนั้น คือฟังได้เหมือนกัน ถ้าดนตรีที่เป็นประโยชน์ ฟังเพื่อศึกษาเพื่ออะไรอย่างนั้น แต่ถ้าฟังให้มันเพลินมันไม่ได้เรื่องอะไร เช่นมีงานวัด มีลูกทุ่งวงใหญ่สลับกัน คืนนี้สายัญสัญญา คืนพรุ่งนี้เพลินพรหมแดน อะไรต่ออะไรไม่รู้เอามาเล่นกันในวัดนั้น เพราะฉะนั้นพวกวงดนตรีนี่บัญชียาวเหยียด งานฝังลูกนิมิตวัดนั้นวัดนี้ ไปแสดงแสดงกันเป็นการใหญ่

เมื่อแสดงดนตรีสนุกสนานมาก เป็นเหตุให้เกิดอาชญากรรมขึ้นในวัดเพราะว่าคนมันมาก มันสนุกมันขอเพลง ทีนี้พอขอแล้วไม่ให้เดี๋ยวมันก็ขว้างเวทีแล้ว เกิดเรื่องแล้ว ตีรันฟันแทงกัน ชกต่อยกันในงานบุญงานกุศลแล้ว นี่แหละคือความเสื่อม ยิ่งรำวงด้วยแล้ว ยิ่งเละเทะใหญ่ หารำวงมาเล่นในงาน ในงานบุญงานกุศลนี่แหละ รำวง รำวงแหม นุ่งชายหาด ไม่มีหาดสักหน่อย ไม้กระดาน ไม่ได้ไสกบด้วยซ้ำไป ที่ขึ้นไปเต้นอยู่นั่น บอกว่ารำวงชายหาด แต่งดัวไม่เข้าท่า ไม่น่าจะเอามารำกันในบริเวณงานวัดเลย งานศาสนา

งานวัดนี่เราควรจะมีจุดหมายว่า ทำงาน เพื่อให้ คนเขึาถึงศาสนา ให้คนได้เรียนรู้ธรรมะ เงินไม่สำคัญ เงินนั้นถือว่าเป็นผลพลอยได้เท่านั้น เราไม่ถือเป็นเรื่องใหญ่ให้ ถือว่าจิตใจสำคัญ ความรู้ความเข้าใจในเรื่องธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องสำคัญ แล้วเงินนั้น เป็นผลพลอยได้ มันเกิดทีหลัง เมื่อคนดีแล้วเขาทำเอง คนเข้าใจแล้วเขาทำเอง แล้วทำถูก ทำดี เขาไม่งมงาย ไม่ทำด้วยความงมงาย ด้วยความไม่รู้ไม่เข้าใจ ทำอะไรมันก็ขึ้น เป็นการบำรุงศาสนาถูกต้อง ทีนี้เราไม่ได้สอนให้เขารู้ธรรมะ ไม่แจกธรรมะ มีงานแจกแต่เครื่องรางของขลัง บางทีก็มีหลวงพ่อไปนั่งอยู่ด้วย มานั่งปลุกเสก นั่งปลุกนั่งเสก ให้ญาติโยมทั้งหลาย แทนที่จะเสกด้วยธรรมะ แต่ไป เสกด้วยความโง่ ความเขลาเข้าไปอีก ไปนั่งเสกอย่างนั้น หลวงพ่อก็อุตส่าห์นั่งไปจนปวดเอวปวดหลัง นั่งเสกนั่งรดน้ำมนต์ไปบ้าง อะไรไปบ้าง สะเดาะเคราะห์ สะเดาะโศกอะไรไปตามเรื่องตามราว อาตมาเคยไปเห็น เห็นแล้วมันสลดใจ สลดใจว่าทำไมจึงไปกันถึงขนาดนี้ ช่างไม่รู้บ้างว่า สมเด็จพ่อของเรานั้นชอบอะไร สั่งให้เราทำอะไร แล้วเราทำอะไรกันอยู่เวลานี้ มันถูกไหม ตรงไหม กับหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า แล้วเราพูดว่าบำรุงศาสนา

บำรุงศาสนา บำรุงอะไร บำรุงที่ตรงไหน ญาติโยมลองคิดดู บำรุงศาสนานั้น เราต้องบำรุงด้วยศึกษาให้เข้าใจ นี่เป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องต้น ศึกษาให้เข้าใจ ให้รู้เนื้อแท้ของศาสนา ต่อไปก็ปฏิบัติตามสิ่งที่เราได้รู้ได้เข้าใจ แล้วปฏิบัติด้วยตนเองก็ยังไม่พอ ต้องชวนเพื่อนฝูงมิตรสหาย ให้ช่วยกันปฏิบัติสิ่งถูกต้อง ตามหลักคำสอนในทางพระพุทธศาสนาต่อไป ที่ใดเขามีการปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เราก็เข้าไปช่วยเหลือ สนับสนุน ให้สำนักให้กับบุคคลที่เขาทำถูก ทำชอบนั้น ได้มีกำลังใจที่จะทำอะไร ให้มันถูกต้องต่อไป นีแหละเรียกว่าบำรุงศาสนา

พระศาสนาคือตัวธรรม ศาสนาเจริญคือ จิตใจคนเจริญด้วยธรรม ถ้าศาสนาเจริญด้วยวัตถุ โบสถ์สวยงาม ปิดทองอร่อมตา แต่คนข้างวัดมีแต่คนขี้เมาหยำเป บ่อนการพนันเลอะเทอะกันอยู่ทั้งนั้น แล้วจะเจร้ญได้อย่างไร นั่นมันเจริญเปลือก ไม่ได้เจริญด้วยเนื้อ แล้วถ้าเปลือกเจริญ ประเทศชาติจะอยู่ได้อย่างไร นี่มันกินไปไกล คุณโทษมันมองเห็นกันทั้งนั้น เราต้องแก้แล้วเวลานี้ ต้องช่วยกันแก้ไข ที่จะให้คนเข้าใจถูก ในเรื่องคำสอนของพระพุทธเจ้า ให้ปฏิบัติถูก สิ่งใดที่เป็นความงมงาย ไม่ถูกไม่ตรงต่อหลักคำสอน เราก็ค่อยขูดค่อยเกลาไปตามเรื่องตามราว นี่ญาติโยมมาวัดชลประทาน แล้วอาตมาก็ขูดเกลากันมาเรื่อย ขูดเกลากันไปเรื่อยๆ ก็ดีขึ้นเยอะแล้วเวลานี้ เรียกว่า อะไรที่งมงายไม่เข้าเรื่องก็ค่อยเบาไป จางไป ความเข้าใจถูกขึ้น แล้วขอให้ช่วยนำสิ่งถูกต้องนี้ ไปบอกกล่าวแก่เพื่อนบ้าน แก่อนุชนรุ่นหลังของเรา เช่นมีลูกมีหลาน เราก็สอนให้เข้าใจถูกต้อง ตามหลักพระพุทธศาสนา กวดขันให้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบไปตั้งแต่ตัวน้อยๆ เมื่อเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ก็จะเป็นนิสัยสันดานในด้านธรรมะ มีนิสัยเป็นธรรมะ มีสันดานเป็นธรรมะ มีอะไรถูกต้องเป็นธรรมะ ชีวิตเราจะมั่นคง ครอบครัว สกุล ประเทศชาติจะอยู่รอดปลอดภัย เรื่องมันเป็นอย่างนี้ จึงขอฝากให้ญาติโยมทั้งหลาย ได้คิดนึกไว้ด้วย เพื่อเป็นเครื่องเตือนจิตสะกิดใจ

ดังที่พูดมาในวันนี้ ก็สมควรแก่เวลา ขอยุติไว้แต่เพียงเท่านี้

ต่อไปนี้ ขอเชิญญาติโยมนั่งสงบใจ เป็นเวลา ๕ นาที นั่งสงบใจ นั่งตัวตรง หลับตาเสียมันไม่ยุ่ง แล้วก็หายใจเข้าแรงลึก เพื่อจะได้กำหนดง่าย หายใจออกแรง หายใจเข้าออกแรงๆ ช่วยสุขภาพทางกายด้วย ทำให้สุขภาพดีขึ้น ว่างๆ หายใจแรงๆ เสียบ้าง แล้วเวลาหายใจก็รู้ว่ากำลังหายใจเข้า กำลังหายใจออก คอยกำหนดรู้ เป็นการฝึกจิต การหายใจแรงนั้นเป็นประโยชน์ทางสุขภาพร่างกาย การกำหนดรู้เป็นประโยชน์แก่สุขภาพทางจิตใจ ได้กำไร เรื่องเดียวแต่ได้กำไร ๒ อย่าง จะทำให้สิ่งทั้งหลายดีขึ้น กำหนดรู้อย่าไปนึกเรื่องอื่น มันไปก็ดึงกลับมา ให้มาอยู่ที่ลมเข้า ลมออก หายใจเข้าออก กำหนดรู้ไว้ เผลอปุ๊บมันไปทันที ต้องดึงกลับมา ให้อยู่ที่ลมเข้าลมออกให้ทำเป็นเวลา ๕ นาที

โดย หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ
วันอาทิตย์ที่ ๑๗ มกราคม พ.ศ. ๒๕๒๕

Find the best web hosting service and read ipage review for more information.

มูลนิธิภิกขุปัญญานันทะ | Develop by บ้านจิตอาสา | Webmaster : poonpreecha@volunteerspirit.org